ประเทศญี่ปุ่นมีระบบทะเบียนครอบครัวซึ่งเกี่ยวข้องกับการจดทะเบียน และ การแจ้งต่าง ๆ เช่น
การแจ้งเกิด การแจ้งตาย การจดทะเบียนสมรส ฯลฯ
คนต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศญี่ปุ่น เมื่อเกิดอะไรขึ้นขณะที่อยู่ในประเทศเช่น การเกิด หรือ
การตาย ก็ควรไปแจ้งให้ทางการทราบตามระเบียบการแจ้งที่มี เพื่อจะได้เป็นหลักฐานในกรณีที่
จำเป็นต้องใช้อ้างอิงถึงในอนาคต
ในกรณีที่มีการเกิดหรือการตาย ก็ควรแจ้งให้ทางสถานทูตไทยรับทราบด้วย
วิธีติดต่อให้สอบถามที่สถานทูตหรือสถานกงสุลไทยในเขตของท่าน ⇒
ดูข้อมูล |
(1) การแจ้งเกิด
เมื่อเด็กเกิดมา ก็ต้องไปแจ้งเกิดที่ที่ว่าการอำเภอในเขตท้องที่ของท่าน
ถึงแม้ว่าจะเป็นคนไทยที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่น ถ้าลูกเกิดในประเทศญี่ปุ่นก็ต้องจะไปแจ้งเกิดตามที่
กฎหมายระบุไว้
นอกจากนั้น ลูกที่เกิดมา ก็จะต้องไปจดทะเบียนคนต่างด้าวและขอวีซ่าต่างหาก และ เวลายื่นขอก็
ให้แนบใบแจ้งเกิดไปด้วย
จากนั้นก็ควรแจ้งให้ทางสถานทูตไทยรับทราบ วิธีติดต่อให้สอบถามที่สถานทูตหรือสถานกงสุล
ไทยในเขตของท่าน
(1) ระยะเวลาในการแจ้งเกิด : ภายใน 14 วันหลังจากวันเกิด
(2) ผู้ที่จะไปแจ้งได้ : บิดาหรือมารดาของเด็ก
(3) สถานที่แจ้ง : ที่ว่าการอำเภอของที่ที่เกิด ที่ที่อาศัยอยู่ หรือสถานที่ราชการในเขตที่มีที่อยู่ตาม
ทะเบียนครอบครัว
(4) เอกสารที่ต้องนำไปด้วย
|
| ① |
ใบขอแจ้งเกิด (มีให้ที่ที่ว่าการอำเภอหรือบางโรงพยาบาลอาจจะมีให้)
|
| ② |
ใบรับรองการเกิด (ทางแพทย์หรือนางพยาบาลผดุงครรภ์จะเป็นผู้ออกให้) |
| ③ |
ตราประจำตัวของผู้มาขอยื่น (ถ้าไม่มีจะใช้ลายมือชื่อแทนก็ได้) |
| ④ |
สมุดพกประจําตัวผู้มีครรภ์ (ทางอําเภอ หรือศูนย์ประกันสุขภาพ จะออกให้เมื่อไปแจ้งว่าได้ตั้ง
ครรภ์แล้ว) |
| ⑤ |
ใบประกันสุขภาพ (สำหรับผู้ที่ได้ทำประกันไว้) |
| (5) ใบรับรองการแจ้งเกิด : เป็นใบรับรองว่าได้แจ้งเกิดไว้เรียบร้อยแล้ว |
|
(2) การแจ้งการเสียชีวิต
เมื่อมีผู้ใดเสียชีวิต ต้องไปแจ้งการเสียชีวิต ณ. ที่ว่าการอำเภอในเขตท้องที่ของท่าน
ถึงแม้ว่าจะเป็นคนไทยที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่น ถ้าเสียชีวิตในประเทศญี่ปุ่นก็ต้องไปแจ้งการเสียชีวิต
ตามที่กฎหมายระบุไว้
นอกจากนี้ จะต้องคืนบัตรประจำตัวคนต่างด้าวของผู้เสียชีวิตให้กับทางอำเภอด้วย ซึ่งควรจะทำ
พร้อม กันกับการแจ้งเสียชีวิต
จากนั้นก็ควรแจ้งให้ทางสถานทูตไทยรับทราบด้วย วิธีติดต่อขอให้สอบถามที่สถานทูตหรือสถาน
กงสุลไทยในเขตของท่าน ⇒ ดูข้อมูล
(1) ระยะเวลาการแจ้ง : จะต้องแจ้งภายใน 7 วันหลังจากรู้แน่ชัดว่าเสียชีวิต จะต้องแจ้งก่อนที่จะเผาศพ
(2) ผู้แจ้ง : ครอบครัวหรือผู้ที่อาศัยอยู่ด้วยกัน
(3) สถานที่แจ้ง : ที่ว่าการอำเภอของที่ที่เสียชีวิตหรือที่ที่อาศัยอยู่
(4) เอกสารที่ต้องนำไปด้วย |
| ① |
ใบแจ้งการเสียชีวิต (มีให้ที่ที่ว่าการอำเภอหรือบางโรงพยาบาลอาจจะมีให้)
|
| ② |
ใบรับรองการเสียชีวิต (หมอที่เป็นผู้ตรวจจะออกให้) |
| ③ |
ตราประจำตัวของผู้มาขอยื่น (ถ้าไม่มีจะใช้ลายมือชื่อแทนก็ได้) |
|
(3) การจดทะเบียนสมรส
เมื่อแต่งงาน ก็ต้องไปจดทะเบียนที่ที่ว่าการอำเภอในเขตท้องที่ของท่าน
ถึงแม้ว่าจะเป็นคนไทยที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่น ถ้าแต่งงานในประเทศญี่ปุ่นก็จะต้องไปจดทะเบียนตาม
ที่กฎหมายระบุไว้
การจดทะเบียนนี้ไม่ได้นำไปสู่การให้สัญชาติญี่ปุ่นแก่คนไทย หรือ สัญชาติไทยแก่คนญี่ปุ่น
เมื่อแต่งงานกับคนญี่ปุ่นและต้องการขอเปลี่ยนวีซ่าเป็นวีซ่าคู่สมรสของคนญี่ปุ่นนั้น ขอให้ไป
ปรึกษาที่กองตรวจคนเข้าเมืองของญี่ปุ่น
จากนั้นก็ควรแจ้งให้ทางสถานทูตไทยรับทราบด้วย วิธีติดต่อ ขอให้สอบถามที่สถานทูตหรือสถาน
กงสุลไทยในเขตของท่าน
ข้อแม้ในการที่จะจดทะเบียนสมรสนั้น จะแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศ ของประเทศ
ไทยและญี่ปุ่นก็ไม่เหมือนกัน ขอให้ติดต่อสอบถามให้แน่ชัดเสียก่อนที่จะทำการขอจดทะเบียนสมรส
(1) ระยะเวลาในการขอจดทะเบียนสมรส : โดยสมัครใจ
(2) ผู้ที่จะไปขอจดทะเบียน : คู่บ่าวสาว
(3) สถานที่จดทะเบียน : ที่ว่าการอำเภอของเขตที่อยู่ หรือภูมิลำเนาของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
(4) เอกสารที่ต้องนำไปด้วย |
| ① |
ใบยื่นขอจดทะเบียนสมรส (มีให้ที่ที่ว่าการอำเภอในแต่ละท้องที่ ใบยื่นขอนี้จะต้องใช้ลายมือชื่อ
รับรองและตราประจำตัวของสักขีพยานซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว 2 คน)
|
| ② |
หนังสือรับรองคุณสมบัติที่จะสมรสได้ (เป็นหนังสือที่รับรองว่าสามารถสมรสได้ถูกต้องตาม
กฎหมาย โดยสถานทูตหรือสถานกงสุลไทยในเขตของท่านจะเป็นผู้ออกหนังสือให้ กรณีที่
หนังสือเป็นภาษาไทยจะต้องแปลเป็นภาษาญี่ปุ่นแล้วส่งพร้อมกันไปด้วย) |
| ③ |
ตราประจำตัวของผู้มาขอยื่น (ถ้าไม่มีจะใช้ลายมือชื่อแทนก็ได้) |
| ④ |
เอกสารรับรองสัญชาติ (เช่นหนังสือเดินทาง) |
|
| (4) การหย่าร้าง |
เมื่อหย่าร้าง ก็ต้องไปจดทะเบียนที่ที่ว่าการอำเภอในเขตท้องที่ของท่าน
ถึงแม้ว่าจะเป็นคนไทยที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่น ถ้าหย่าร้างในประเทศญี่ปุ่นก็จะต้องไปจดทะเบียนตามที่
กฎหมายระบุไว้
จากนั้นก็ควรแจ้งให้ทางสถานทูตไทยรับทราบด้วย วิธีติดต่อขอให้สอบถามที่สถานทูตหรือสถาน
กงสุลไทยในเขตของท่าน
ข้อแม้ในการหย่าร้างกัน จะแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศ
ของประเทศไทยและญี่ปุ่น
ก็ไม่เหมือนกัน ขอให้ติดต่อสอบถามให้แน่ชัดเสียก่อนที่จะทำการขอจดทะเบียนหย่าร้าง
(1) ระยะเวลาในการขอจดทะเบียนหย่า : โดยสมัครใจ (ถ้าหย่าโดยการไกล่เกลี่ยของศาลครอบครัว
[โจเทอิ]โดยคําพิพากษาของศาลครอบครัว[ชินปัน] โดยศาลท้องถิ่น[ฮังเคะซึ] ต้องแจ้งภายใน10วัน)
(2) ผู้ที่จะไปขอจดทะเบียนได้ : สามีและภรรยา (ถ้าเป็นการขอหย่าก็คือ
ผู้ที่จะขอหย่า)
(3) สถานที่จดทะเบียน : ที่ว่าการอำเภอของที่ที่อยู่หรือภูมิลำเนาของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
(4) เอกสารที่ต้องนำไปด้วย |
| ① |
ใบยื่นขอหย่าร้าง (มีให้ที่ที่ว่าการอำเภอในแต่ละท้องที่
ใบยื่นขอนี้จะต้องมีลายมือชื่อรับรอง
และตราประจำตัวของสักขีพยานซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว 2 คน) |
| ② |
ทะเบียนบ้าน |
| ③ |
หนังสือเดินทาง |
| ④ |
ใบรับรองข้อมูลประจำตัวที่ได้จดทะเบียนไว้
(ไปรับได้ที่อำเภอที่ทำการจดทะเบียนคนต่างด้าว) |
|
| (5) วิธีการ ขอหย่า |
การหย่าร้าง ตามกฎหมายญี่ปุ่น
สามารถดำเนินการขอหย่าได้ 4 วิธี คือ
|
| ① |
การหย่าโดยความยินยอมทั้งสองฝ่าย ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะต้องยินยอมต่อเงื่อนไขของกันและกัน
เช่น ใครเป็นผู้ดูแลลูก การตกลงเรื่องค่าเลี้ยงดู และการแบ่งทรัพย์สมบัติ เป็นต้น เงื่อนไข
ต่างๆ เหล่านี้ควรทําเป็นลายลักษณ์อักษร และไปยื่นขอทําการหย่าที่ที่ว่าการเขตที่อาศัยอยู่หรือ
ที่ระบุในทะเบียนครอบครัว |
| ② |
การหย่าโดยการไกล่เกลี่ยของศาลครอบครัว
เป็นการกระทำเมื่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่ต้องการ
หย่า หรือไม่สามารถกำหนดผู้ดูแลลูกหรือข้อตกลงอื่นๆ ได้ สามารถยื่นเรื่องต่อศาลครอบครัว
เพื่อให้พิจาณา เมื่อศาลพิจารณาแล้ว จะบันทึกข้อตกลงระหว่างสองฝ่ายและให้นำไปยื่นเพื่อ
ดำเนินการการต่อที่เขต/ อำเภอ |
| ③ |
การหย่าโดยคำพิพากษาของศาลครอบครัว
เป็นการกระทำเมื่อไม่สามารถไกล่เกลี่ยกันได้ โดย
ศาลจะเป็นผู้พิจารณาตัดสิน |
| ④ |
การหย่าโดยศาลท้องถิ่น กรณีที่ตกลงกันไม่ได้ในศาลครอบครัว
ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดสามารถยื่น
ฟ้องหย่าต่อศาลท้องถิ่นได้ อย่างไรก็ดีการฟ้องหย่าในศาลท้องถิ่น
หากไม่มีเหตุที่เหมาะสม
ศาล จะไม่รับเรื่องดังนั้นควรที่จะปรึกษาทนายในการดำเนินการในกรณีนี้ |
|
●ฟูจินโซดังโจ (ศูนย์ปรึกษาปัญหาสตรี)
ที่ศูนย์นี้รับปรึกษาปัญหาเกี่ยวกับการสมรส ปัญหาภายในครอบครัว ปัญหาการถูกทำร้ายทั้งทาง
ร่างกาย และจิตใจเป็นต้น ⇒ ดูข้อมูล
(6) การรับบุตรบุญธรรม
ขั้นตอนในการรับบุตรบุญธรรม ภายใต้กฎหมายไทย
1. ผู้รับบุตรบุญธรรมต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี และต้องมีอายุมากกว่าผู้จะเป็นบุตรบุญธรรม
อย่างน้อย 15 ปี
2. ผู้เป็นบุตรบุญธรรมที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปี ต้องให้ความยินยอม
3. กรณีที่ผู้ที่เป็นบุตรบุญธรรมเป็นผู้เยาว์ (อายุต่ำกว่า 15 ปี) จะต้องได้รับความยินยอมจาก
- พ่อและแม่ (กรณีที่มีทั้งพ่อและแม่)
- พ่อหรือแม่ กรณีที่พ่อหรือแม่เสียชีวิต หรือถูกถอนอำนาจการปกครอง
- กรณีไม่มีผู้มีอำนาจให้ความยินยอม แม่หรือพ่อหรือผู้ประสงค์ จะขอรับบุตรบุญธรรม
หรือ
อัยการ จะร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งอนุญาตแทนการให้ความยินยอม
- ผู้รับบุตรบุญธรรมต้องมีคู่สมรส
- ต้องเป็นครอบครัวซึ่งมีความเหมาะสมและมีเหตุผลอันสมควรที่จะรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม
- ต้องเป็นผู้ที่สามารถรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมได้ตามกฎหมาย
4. ผู้รับบุตรบุญธรรม และ ผู้จะเป็นบุตรบุญธรรม หากมีคู่สมรสต้องได้รับความยินยอมจากคู่
สมรส ในกรณีที่คู่สมรสไม่อาจให้ความยินยอมได้ หรือไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่
และหาตัวไม่พบไม่น้อยกว่า 1 ปี ต้องร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งแทน
5. การจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมในกรณีผู้ที่จะเป็นบุตรบุญธรรมเป็นผู้เยาว์ ผู้จะรับบุตรบุญ
ธรรม จะต้องยื่นคำร้อง ณ. ศูนย์อำนวยการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม (กรมประชาสงเคราะห์)
หรือที่ว่าการเขต/อำเภอ กิ่งอําเภอ หรือที่ทำการประชาสงเคราะห์จังหวัดพร้อม หนังสือยิน
ยอมจากบุคคลผู้มีอำนาจยินยอม และต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ. การรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม
●การยื่นคำขอ
จะต้องยื่นคำขอผ่านหน่วยงานที่รัฐบาลญี่ปุ่นมอบหมายหรือที่ส่วนราชการที่มีอำนาจหน้าที่ใน
เรื่องการรับบุตรบุญธรรมระหว่างประเทศหรือที่องค์การสวัสดิภาพเด็กที่รัฐบาลอนุญาตให้
ดำเนินการเพื่อให้มีการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมระหว่างประเทศ สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียด
เพิ่มเติมได้ที่ International Social Service Japan (ISSJ)
โทรศัพท์ 03-3760-3471 โทรสาร 03-3760-3474 |