(1) สัญญาการจ้างงาน
สัญญาการจ้างงานก็คือ สัญญาที่นายจ้างทำกับลูกจ้างแต่ละคนเกี่ยวกับข้อตกลงและข้อแม้ต่าง ๆ
ในการว่าจ้างงาน
นายจ้างจะต้องระบุ ค่าจ้าง เวลาการทำงาน และข้อตกลงและข้อแม้อื่น ๆ ในการว่าจ้าง ที่มีต่อ
ลูกจ้างเป็นลายลักษณ์อักษรยื่นให้แก่ลูกจ้าง
เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นจากการตกลงกันด้วยวาจา ในสัญญาที่ทำกันระหว่างนายจ้าง
และลูกจ้างนั้น ควรจะเขียนรายละเอียดให้มากที่สุดเท่าที่จะเขียนได้
ถ้าสัญญาเขียนเป็นภาษาญี่ปุ่น ก็ควรเอาไปแปลเป็นภาษาไทยและทบทวนตรวจสอบใจความว่า
ถูกต้องตามที่ตกลงกันไว้
(2) ใจความในสัญญาที่จะต้องระบุเป็นลายลักษณ์อักษร
(1) ระยะเวลาว่าจ้าง
(2) สถานที่ทำงานและลักษณะใจความของงานที่จะให้ทำ
(3) เวลาเข้าทำงานและเวลาเลิกงาน ค่าทำงานล่วงเวลาว่าจะมีหรือไม่ ถ้ามีอัตราเท่าไร เวลาหยุดพัก
ระหว่างการทำงาน วันหยุด การขอลาหยุด
(4) ค่าแรงงานและวีธีการคำนวณค่าแรง การจ่ายค่าแรง วันและเวลาจ่าย การขึ้นค่าแรง เป็นต้น
(5) การขอออกจากงาน
ถ้าทางบริษัทมีคู่มือที่เกี่ยวกับการทำงาน และ หลักเกณฑ์กฎข้อบังคับ จำเป็นจะต้องขอดูและตรวจ
สอบใจความให้แน่ชัดก่อน
(3) เวลาทำงานและเวลาพัก
① เวลาทำงาน
เวลาทำงานหมายถึงช่วงเวลาที่ลูกจ้างทำงานที่นายจ้างมอบหมายให้ทำโดยไม่รวมช่วงเวลาพัก
สำหรับช่วงเวลาที่ใช้เตรียมตัวก่อนทำงานหรือจัดเก็บของหลังทำงานเสร็จแล้วถ้าทำตามที่นายจ้างสั่ง
ก็ถือว่าเป็นเวลาทำงาน
กฎหมายแรงงาน กำหนดให้เวลาทำงานเมื่อหักเวลาพักไปแล้วจะต้องไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อ
สัปดาห์ หรือ 8 ชั่วโมงต่อ 1 วัน
② เวลาพัก
เวลาพัก คือเวลาช่วงที่ลูกจ้างไม่ต้องทำงาน เพื่อจะได้พักผ่อนทั้งด้านร่างกายและจิตใจจากการ
ทำงาน
นายจ้างจะต้องให้เวลาพักแก่ลูกจ้างอย่างน้อย 1 ชั่วโมงเมื่อลูกจ้างทำงานเกิน 8 ชั่วโมง โดยเวลา
พักที่ให้แก่ลูกจ้างนี้จะต้อง ①ให้ระหว่างทำงาน ②ให้พักติดต่อกัน ③ให้ลูกจ้างใช้ได้อย่างอิสระ
อย่างไรก็ตาม อาจมีการยกเว้นเป็นบางกรณี
(4) ระบบวันหยุดทั่วไปและการลาพักร้อนประจำปี
① วันหยุด
ตามมาตรฐานกฎหมายแรงงาน นายจ้างจะต้องให้ลูกจ้างมีวันหยุดอย่างน้อย 1 ครั้งต่อสัปดาห์
หรืออย่างน้อย 4 วันต่อเดือน
② การลาพักร้อน
นอกจากการหยุดงานทั่วไปที่กำหนดไว้ในแต่ละสัปดาห์แล้ว ลูกจ้างยังสามารถเลือกวันหยุด
พักร้อน(ประจำปี) ได้ โดยจะยังคงได้รับเงินเดือนในส่วนของวันที่ลาหยุดด้วย เมื่อลูกจ้างทำงาน
ต่อเนื่อง เป็นเวลา 6 เดือนและรวมเวลาที่มาทำงานทั้งหมดเกินกว่า 80% ของวันทำงาน
จะสามารถ
ลาพักร้อนได้ 10 วันต่อ 1 ปี หลังจากนั้นจะสามารถลาพักร้อนได้เพิ่มขึ้นปีละ 1 วันซึ่งจะลาพักร้อน
ได้มากสุดถึง 20 วัน
ลูกจ้างชั่วคราวที่ทำงานนอกเวลาที่มีวันทำงานน้อยก็จะต้องให้วันพักร้อนด้วย โดยพิจารณาจาก
จำนวนวันทำงานทั้งหมด
เมื่อลูกจ้างจะขอลาพักร้อน จะต้องแจ้งวันที่จะหยุดให้นายจ้างทราบล่วงหน้า นายจ้างจะต้องให้
ลูกจ้างหยุดตามวันที่ลูกจ้างต้องการ แต่ถ้าการลาหยุดนั้นส่งผลกระทบต่องานที่ทำในตอนนั้นอยู่
นายจ้างอาจเปลี่ยนแปลงวันหยุดเป็นวันอื่นได้ ทั้งนี้นายจ้างไม่สามารถเอาเปรียบลูกจ้างโดยลดเงิน
เดือนลูกจ้าง หรือ ลงโทษใดๆ ก็ตาม ด้วยเหตุผลว่าลูกจ้างขอลาพักร้อนได้อย่างเด็ดขาด
(5) งานที่ต้องไปทำยังอีกสถานที่หนึ่ง
งานที่ต้องไปทำยังอีกสถานที่หนึ่ง เป็นลักษณะของงานที่ผู้รับจ้างของบริษัทหนึ่งถูกส่งไปยังอีก
บริษัทหนึ่งตามสัญญาส่งคนงานที่ทำขึ้นระหว่างบริษัท เพื่อที่ผู้รับจ้างจะไปทำงานใต้คำบังคับบัญชา
และความดูแลของบริษัทที่ถูกส่งไป
เพื่อเป็นการคุ้มครองลูกจ้าง จึงมีกฎหมายการส่งลูกจ้างไปทำงานที่อื่นว่า บริษัทนั้น ๆ จะต้องได้
รับอนุญาตจากกรมแรงงานก่อน จึงจะส่งลูกจ้างไปทำงานที่อื่นได้
ระบบการส่งลูกจ้างไปทำงานที่อื่น มีลักษณะดังแผนภาพด้านล่าง

○ โดยทั่วไป บริษัทที่ส่งลูกจ้างไปทำงานที่อื่น จะต้องรับผิดชอบลูกจ้างตามมาตรฐานกฎหมาย
แรงงาน, กฎหมายคุ้มครองสาธารณสุขและความปลอดภัยของลูกจ้าง, ประกันสังคม เป็นต้น
ส่วน บริษัทที่รับลูกจ้างไปทำงานนั้น จะต้องรับผิดชอบในด้านเวลาทำงาน, วันหยุด, วันพักร้อน,
การจัดการสาธารณสุขและความปลอดภัยในการทำงานของลูกจ้างเช่นกัน
○ งานประเภทที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ ไม่สามารถส่งลูกจ้างไปทำงานที่บริษัทอื่นได้
งานที่ส่งลูกจ้างไปทำงานที่อื่นไม่ได้คือ
1. งานเกี่ยวกับท่าเรือ (เช่นการขนส่งหรือขนของขึ้นเรือ)
2. งานด้านการก่อสร้าง (คนงานก่อสร้าง)
3. งานที่เกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัย (ตามกฎหมายงานรักษาความปลอดภัย)
4. งานเกี่ยวกับการแพทย์ที่โรงพยาบาลหรือสถานีอนามัย→บางส่วนอนุญาตแล้ว (เริ่มตั้งแต่
1 มีนาคม 2547)
5. งานที่เกี่ยวกับการผลิต (ยกเว้นการหยุดงานดูแลลูกหรือดูแลครอบครัว)→อนุญาตโดยมีเงื่อน
ไข (1 มีนาคม 2547)
6. วิชาชีพที่ต้องอาศัยความชำนาญพิเศษ เช่น ทนายความ, ผู้พิพากษา, ผู้ตรวจสอบบัญชี เป็นต้น
(6) ค่าแรงงาน
เงินที่นายจ้างให้กับลูกจ้าง เพื่อตอบแทนให้กับการทำงานของลูกจ้างไม่ว่าจะใช้ชื่อเรียกว่า
เงินเดือน เบี้ยเลี้ยง โบนัส และ อื่นๆ ก็ตาม ทั้งหมดจะเรียกว่าเงินค่าแรง
กฎหมายมาตรฐานแรงงาน ได้ระบุวิธีการจ่างเงินค่าแรงว่า นายจ้างจะต้องจ่ายเงินให้กับลูกจ้าง
โดยตรงกล่าวคือ ①จ่ายในรูปเงินตรา, ②จ่ายโดยตรงให้ลูกจ้าง, ③จ่ายเต็มจำนวนที่ได้ตกลงกัน
ไว้, ④จ่ายอย่างน้อย 1 ครั้งต่อเดือน, ⑤จ่ายตามวันที่กำหนด
หากลูกจ้างมีความจำเป็นต้องใช้เงินอย่างเร่งด่วนอันเนื่องมาจากการเจ็บป่วยของลูกจ้างหรือครอบ
ครัว นายจ้างจะต้องจ่ายเงินค่าแรงตามจำนวนเงินที่ลูกจ้างทำงานมาจนถึงวันนั้น ถึงแม้ว่าจะยังไม่ถึง
วันเงินเดือนออกก็ตาม
① ค่าแรงขั้นต่ำ
ค่าแรงขั้นต่ำจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับประเภทของงานและเขตพื้นที่ซึ่งทำงานอยู่ โดยจ่าย
เพื่อให้ลูกจ้างมีความมั่นคงและมีเสถียรภาพในการดำรงชีวิต นายจ้างจะต้องจ่ายค่าแรงไม่น้อยกว่า
ค่าแรงขั้นต่ำ หากจ่ายน้อยกว่านั้นจะต้องจ่ายเงินชดเชยคืนให้กับลูกจ้าง และยังอาจถูกปรับอีกด้วย
เงินค่าแรงขั้นต่ําในเขตจังหวัดอิบารากิตั้งแต่ 19 ตุลาคม 2551 คือ 676 เยน ต่อ 1 ชั่วโมง
② ถ้านายจ้างไม่จ่ายค่าแรง
ถ้านายจ้างไม่จ่ายค่าแรงงานตามที่ตกลงกันไว้ ขอให้ติดต่อกรมควบคุมมาตรฐานแรงงาน
(โรโด คิจุนคันโตขุโช) โดยทันที กรุณาติดต่อสอบถามผ่านสำนักงานที่เกี่ยวข้องในด้านแรงงาน
⇒ ดูข้อมูล
(7) การยกเลิกสัญญาจ้างและการลาออกจากงาน
○ การยกเลิกสัญญาจ้าง
การยกเลิกสัญญาจ้าง คือการที่นายจ้างเป็นฝ่ายขอยกเลิกสัญญาจ้างที่ทำไว้กับลูกจ้าง
ซึ่งการยกเลิกสัญญานี้จะต้องมีเหตุผลที่สมควร
ถ้าลูกจ้างถูกนายจ้างยกเลิกสัญญาจ้างโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร ขอให้ติดต่อกรมควบคุม
มาตรฐานแรงงาน หรือปรึกษากับหน่วยงานทางแรงงานที่เกี่ยวข้องโดยทันที
(1) ถ้าสัญญาว่าจ้างไม่ได้กำหนดระยะเวลาการจ้างงานไว้
นายจ้างจะต้องแจ้งให้ลูกจ้างทราบถึงการยกเลิกสัญญาจ้างอย่างน้อย 30 วันล่วงหน้า ถ้าถูกยกเลิก
สัญญาจ้างโดยทันที ลูกจ้างมีสิทธิที่จะได้รับเงินชดเชยเป็นจำนวนเงินเฉลี่ยของค่าจ้างอย่างน้อย 30 วัน
(2) ถ้าสัญญาว่าจ้างได้กำหนดระยะเวลาการจ้างงานไว้
ถ้านายจ้างไม่มีเหตุผลอันสมควร จะขอยกเลิกสัญญาก่อนระยะเวลาการจ้างที่ได้ทำสัญญากันไว้
ไม่ได้ ถ้าจำเป็นจริง ๆ ก็จะต้องบอกล่วงหน้าอย่างน้อย 30 วัน หรือจะต้องจ่ายเงินชดเชยให้
(3) ถ้าลูกจ้างไม่พอใจในการถูกยกเลิกสัญญาว่าจ้าง
ก่อนอื่นก็จะต้องไปเจรจากับนายจ้างถึงความไม่พอใจที่มี ควรจะต้องถามให้ชัดเจนว่าทางนายจ้าง
จะออกใบรับรองว่าได้ลาออกให้หรือไม่ และจะระบุในใบรับรองว่าเป็นการยกเลิกสัญญาจ้างหรือว่า
ลาออกเอง ถ้าเป็นการยกเลิกสัญญาจ้างก็ควรสอบถามให้ชัดเจนว่าสาเหตุของการยกเลิกคืออะไร
○ การลาออกจากงาน
ถ้าลูกจ้างแจ้งกับนายจ้างหรือยื่นใบลาออกแก่นายจ้างและทั้งสองฝ่ายตกลงตามนั้น ก็จะถือว่า
สัญญาการว่าจ้างหมดสภาพ
ถ้าไม่ได้กำหนดระยะเวลาการว่าจ้างไว้ ลูกจ้างจะสามารถขอลาออกได้โดยไม่ต้องได้รับความ
ยินยอมจากนายจ้าง และจะสามารถออกจากงานได้ภายใน 2 อาทิตย์หลังจากที่ได้แจ้งให้นายจ้างทราบ
ถ้าได้กำหนดระยะเวลาการว่าจ้างไว้ และยังอยู่ในระยะเวลานั้น ถ้าไม่มีเหตุผลอันควร ลูกจ้างจะ
ขอลาออกหรือยกเลิกสัญญาว่าจ้างไม่ได้
ตามปกติ เมื่อขอลาออก แล้วทางนายจ้างอนุมัติแล้ว จะขอเปลี่ยนใจว่าจะไม่ออกไม่ได้ การขอ
ลาออกเป็นเรื่องที่จะต้องไตร่ตรองอย่างรอบคอบเสียก่อน
เมื่อขอลาออกแล้ว ถ้าขอให้จ่ายค่าจ้างที่ยังเหลือค้างอยู่ ก็สามารถรับได้ภายใน 7 วัน
ถ้ามีเงินสะสมอื่น ๆ หรือเงินฝากที่ทำไว้กับนายจ้าง ก็สามารถจะขอรับคืนได้เช่นเดียวกัน
นอกจากนั้น ลูกจ้างก็จะต้องคืนบัตรประจำตัวพนักงาน เสื้อแบบฟอร์ม บัตรประกันสุขภาพ และ
ของอื่น ๆ ของบริษัท ให้แก่ทางนายจ้างภายในระยะเวลาที่ได้ระบุไว้ในระเบียบการจ้างงาน
(8) ลูกจ้างที่เป็นผู้หญิงและเด็ก
มีกฎหมายคุ้มครองแรงงานสตรีและเด็กในด้านสภาพร่างกายและจิตใจ ตามมาตรฐานกฎหมาย
แรงงาน สั่งห้ามไม่ให้จ้างลูกจ้างที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี และห้ามไม่ให้ลูกจ้างที่มีอายุไม่ถึง 18 ปีเต็ม ทำ
งานเกิน 8 ชั่วโมงใน 1 วัน(ห้ามทำงานล่วงเวลา), ห้ามทำงานในวันหยุดทั่วไป, ห้ามทำงานเวลากลาง
คืนในช่วง สี่ทุ่ม ถึง ตีห้า และยังมีข้อจำกัดในการให้เด็กทำงานที่อันตรายและมีความเสี่ยงสูงด้วย
ถึงแม้ว่าลูกจ้างที่เป็นผู้หญิงจะมีอายุมากกว่า 18 ปีแล้ว กฎหมายแรงงานก็ยังคงห้ามไม่ให้ผู้หญิง
มาทำงานในวันหยุดหรือทำงานในเวลากลางคืนที่ดึกมาก ๆ และมีข้อจำกัดในการทำงานล่วงเวลา
หรือทำงานที่อันตราย นอกจากนี้นายจ้างยังต้องให้ลูกจ้างลากิจได้ในช่วงก่อนและหลังคลอด, ช่วงที่
ต้องดูแลบุตร, ช่วงมีประจำเดือน เป็นต้น
(9) การทำงานพิเศษ
โดยทั่วไปแล้ว การทำงานพิเศษหมายถึงการทำงานของลูกจ้างที่มีชั่วโมงการทำงานน้อยกว่า
ลูกจ้างโดยทั่วไป ถึงแม้ว่าจะมีชั่วโมงการทำงานที่น้อยกว่า แต่ก็จะได้รับความคุ้มครองจากกฎหมาย
แรงงานในเรื่องต่าง ๆ เหมือนกันกับลูกจ้างธรรมดา
สิทธิที่จะได้รับในการประกันสังคม หรือเงินชดเชยที่จะได้รับในกรณีที่ได้รับบาดเจ็บหรือเจ็บป่วย
อันมีผลมาจากการทำงาน ก็ได้รับเช่นเดียวกับลูกจ้างปกติ นอกจากนี้แล้ว ถ้ามีคุณสมบัติตามข้อ
กำหนด ก็มีสิทธิทำประกันสุขภาพและประกันการจ้างงานได้
(10) การประสบอุบัติเหตุจากการทำงาน (การประกันค่าทดแทนเมื่อเกิดอุบัติเหตุจากการทำงาน)
นายจ้างจะต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้แก่ลูกจ้างที่ได้รับบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยจากการทำงานตาม
ที่กฎหมายแรงงานระบุไว้ กรณีที่ลูกจ้างประสบอุบัติเหตุร้ายแรงนั้น นายจ้างอาจไม่สามารถจ่ายเงิน
ชดเชยให้ได้ทั้งหมด จึงจำเป็นต้องมี “ประกันค่าทดแทนเมื่อเกิดอุบัติเหตุจากการทำงาน”
นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไปไม่ว่าจะเป็นลูกจ้างชั่วคราวหรือทำงานพิเศษ จะต้องทำ
ประกันนี้ โดยนายจ้างจะต้องจ่ายเบี้ยประกันนี้ทั้งหมด
หากลูกจ้างได้รับบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยจากการทำงาน รวมทั้งประสบอุบัติเหตุขณะเดินทางมา
ทำงานจะต้องได้รับเงินชดเชยในจำนวนที่แตกต่างกันไป รายละเอียดขอให้สอบถามจากกรม
ตรวจสอบมาตรฐานแรงงานในเขตพื้นที่ของท่าน (ดูข้อมูล)
(11) การทำผิดกฎหมายแรงงาน
หากมีการละเมิดกฎหมายแรงงาน สามารถปรึกษากรมตรวจสอบมาตรฐานแรงงานแต่ละแห่งใน
เขตพื้นที่ได้ (ดูข้อมูล)
นอกจากนี้ สำนักงานแรงงานไทย ที่สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว
มีบริการให้คำปรึกษาเป็นภาษาไทย
โทร 03-5423-6656
โทรสาร 03-3280-0730
|