ระบบการศึกษา

1.ในกรณีฉุกเฉิน 2.ที่พักอาศัยและการย้ายบ้าน 3.การใช้ชีวิตความเป็นอยู่ 4.การดำเนินเรื่องขอพำนักอาศัยในประเทศ
5.การจดทะเบียนคนต่างด้าว 6.การแพทย์และสุขภาพ 7.สวัสดิการ 8.การทำงาน
9.ภาษี 10.ระบบการศึกษา 11.รายชื่อองค์กรที่เกี่ยวข้อง



1. ระบบการศึกษาในประเทศญี่ปุ่น

ระบบการศึกษาในประเทศญี่ปุ่นจะแบ่งออกเป็น ระดับประถมศึกษา 6 ปี, ระดับมัธยมศึกษาตอน
ต้น 3 ปี, ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 3 ปี, ระดับมหาวิทยาลัย 4 ปี (ถ้าเป็นวิทยาลัยก็ 2 ปี)
ระบบการศึกษาภาคบังคับคือถึงระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
โดยทั่วไปแล้ว การเข้าศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและมหาวิทยาลัย จะต้องสอบคัดเลือก
นอกจากนี้แล้ว ยังมีโรงเรียนอาชีวะและโรงเรียนวิสามัญ ซึ่งจะรับนักเรียนที่จบระดับมัธยมต้นและ
มัธยมปลายเป็นส่วนใหญ่
โรงเรียนจะแบ่งออกเป็น โรงเรียนรัฐบาล (รัฐบาลเป็นผู้จัดตั้ง) โรงเรียนระดับเมืองและจังหวัด
(แต่ละเมืองหรือจังหวัดเป็นผู้จัดตั้ง) และโรงเรียนราษฎร์
โรงเรียนจะเปิดภาคการศึกษาในเดือนเมษายน และปิดภาคการศึกษาในเดือนมีนาคม


2. โรงเรียนอนุบาล

โรงเรียนอนุบาลจะจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายการศึกษาและโรงเรียน จะอยู่ภายใต้การดูแลของ
กระทรวงศึกษาธิการ
เป็นสถานศึกษาสำหรับเด็กอายุ 3 ปีขึ้นไป จนถึงก่อนจะเข้าโรงเรียนประถมศึกษา
จะมีทั้งของประเทศ, ของสวัสดิการท้องถิ่น หรือของเอกชน
ทั้งของรัฐและของเอกชนส่วนใหญ่แล้ว จะให้เลือกเรียนได้จาก 1 ถึง 3 ปี
(สำหรับสถานเลี้ยงเด็ก ขอให้ดูได้ที่ 7-3 สวัสดิการแก่เด็ก)


3. โรงเรียนประถมศึกษาและโรงเรียนมัธยม ศึกษาตอนต้น

○ โรงเรียนประถมศึกษาและโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น
โรงเรียนประถมศึกษา จะรับเด็กนักเรียนที่มีอายุครบ 7 ปี แต่ไม่เกิน 12 ปี นับจากวันที่ 2
เมษายนของปีที่จะเข้าเรียน ถึง 1 เมษายน ของปีถัดไป
โรงเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น จะรับเด็กนักเรียนที่มีอายุครบ 13 ปี แต่ไม่เกิน 15 ปี นับจากวันที่
2 เมษายนของปีที่จะเข้าเรียน ถึง 1 เมษายน ของปีถัดไป

○ การขอสมัครเข้าเรียน
ถ้าเป็นโรงเรียนของรัฐ ขอให้ติอต่อที่ที่ว่าการอำเภอหรือหน่วยงานทางการศึกษาของท้องที่ที่อาศัย
อยู่ เพื่อขอสมัครเข้าเรียนสำหรับคนต่างชาติ
ถ้าเป็นโรงเรียนของเอกชน ขอให้ติดต่อสอบถามที่โรงเรียนนั้น ๆ โดยตรง

○ การแจ้งการเข้าโรงเรียนหรือแนะนำการเข้าโรงเรียน (ภาษาญี่ปุ่น)
โดยทั่วไปแล้ว คนต่างชาติที่ได้จดทะเบียนคนต่างด้าว และมีบุตรที่มีอายุครบที่จะต้องเข้าโรงเรียน
ในเดือนเมษายนที่จะถึง ทางท้องที่ก็จะมีจดหมายแจ้งมาถึงผู้ปกครองให้ทราบ
ในจดหมายก็จะระบุถึงโรงเรียนที่จะเข้า และระเบียบการและหมายกำหนดการต่าง ๆ ตลอดจน
การตรวจร่างกาย
ถ้ามีความประสงค์ที่จะสมัครเข้าโรงเรียนนั้น ๆ ก็ขอให้ติดต่อไปที่ที่ว่าการอำเภอในแต่ละท้องที่
ภายในวันเวลาที่กำหนดไว้ในจดหมาย เวลาไปติดต่อ ก็ขอให้นำจดหมายแจ้งที่ได้รับ ตลอดจนบัตร
ประจำตัวคนต่าวด้าวของบุตรที่จะสมัครเข้า ไปด้วย
ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นไม่สามารถที่จะไปได้ภายในวันเวลาที่กำหนด ก็อาจจะขอผ่อนผันวันเวลาได้
ในกรณี ที่ไม่ได้รับจดหมายแจ้งการเข้าโรงเรียน และมีบุตรที่อายุครบที่จะต้องเข้าโรงเรียน ก็ขอ
ให้รีบติดต่อไปที่ที่ว่าการอำเภอ หน่วยงานทางการศึกษา หรือโรงเรียนในเขตท้องที่ที่อาศัยอยู่
ถ้ามีบุตรที่กำลังจะจบการศึกษาระดับประถม ทางการก็จะมีจดหมายแจ้งถึงผู้ปกครองถึงการเข้า
เรียนต่อในระดับมัธยม ถ้าไม่ได้รับจดหมายแจ้ง ก็ขอให้ติดต่อได้ที่ที่ว่าการอำเภอในท้องที่ที่อาศัยอยู่

○ ค่าเล่าเรียน
ถ้าเป็นโรงเรียนประถมศึกษาหรือมัธยมศึกษาตอนต้นของท้องถิ่น (โรงเรียนรัฐ) ก็ไม่ต้องเสียค่า
เล่าเรียนและค่าตำรา
แต่อาจจะต้องเสียค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ต่างหากเช่น ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าอุปกรณ์ในการเดิน
ทาง ค่ากิจกรรมนอกสถานที่ ค่าทัศนศึกษา ค่าอาหาร เป็นต้น
ถ้าทางครอบครัวมีปัญหาทางเศรษฐกิจ ลำบากในการที่จะจ่ายค่าใช้จ่ายดังกล่าว ทางโรงเรียนก็
อาจจะมีทุนช่วยเหลือ ขอให้ปรึกษากับทางโรงเรียนหรือเจ้าหน้าที่ทางการศึกษาถึงรายละเอียดต่าง ๆ
ระบบเงินทุนช่วยเหลือนี้ ไม่ได้จะมีเฉพาะโรงเรียนของรัฐเท่านั้น โรงเรียนอื่น ๆ ก็อาจจะมีให้ได้
ขอให้ติดต่อสอบถามที่แต่ละโรงเรียนให้แน่ชัด

○ กิจกรรมหลังเลิกเรียนสำหรับเด็กประถมศึกษา (ชมรมหลังเลิกเรียน)
ในกรณีที่ทางบ้านไม่มีคนดูแล เด็กเล็กตั้งแต่ระดับประถมศึกษาปีที่ 1 ถึง 3 ในช่วงเย็นหลังจาก
โรงเรียนเลิกแล้ว บางท้องที่ก็มีกิจกรรมหรือชมรมหลังเวลาเลิกเรียน เพื่อจะให้เด็กๆ มาร่วมกิจกรรม
เป็นการดูแลเด็กให้หลังโรงเรียนเลิก
รายละเอียดของกิจกรรมหรือชมรมและการเข้าร่วมดังกล่าวที่มีในแต่ละท้องที่ กรุณาสอบถามได้ที่
ที่ว่าการอำเภอในเขตที่อาศัยอยู่

○ เงินช่วยเหลือทางการศึกษา
ระบบเงินช่วยเหลือทางการศึกษา คือ การให้เงินช่วยเหลือแก่เด็กนักเรียนประถมศึกษาหรือมัธยม
ศึกษาตอนต้น ที่ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจในการจ่ายค่า อุปกรณ์การเรียนและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ
ถ้ามีปัญหาด้านการเงินเกี่ยวกับค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าอุปกรณ์ในการเดินทางมาโรงเรียน
ค่ากิจกรรมนอกโรงเรียน ค่าทัศนศึกษา ค่าอาหาร ฯลฯ ขอให้ปรึกษากับทางโรงเรียนหรือเจ้าหน้าที่
ทางการศึกษา
รายละเอียดต่าง ๆ ของระบบเงินทุนช่วยเหลือนี้ ไม่ได้จะมีเฉพาะโรงเรียนของรัฐเท่านั้น โรงเรียน
อื่น ๆ ก็อาจจะมีให้ได้ ขอให้ติดต่อสอบถามที่แต่ละโรงเรียนให้แน่ชัด



<<PREV TOP NEXT>>